วันจันทร์ที่ 20 ตุลาคม พ.ศ. 2568

เหรียญพระเจ้าวรวงศ์เธอกรมหลวงชินวรสิริวัฒน์ หลังพระแก้วมรกต วัดราชบพิธ ครั้งที่๔ ปี ๒๔๘๑ พิมพ์หนา อุดกริ่ง

 






เหรียญพระรูปขนาด 2 ซ.ม. นี้แบ่งเป็น 2 พิมพ์หลักๆคือ พิมพ์หนามีกริ่ง และพิมพ์บางไม่มีกริ่ง  ซึ่งทั้ง 2 พิมพ์นี้มีลักษณะคล้ายๆ กัน คือด้านหนึ่งเป็นรูปสมเด็จพระสังฆราชเจ้ากรมหลวงชินวรสิริวัฒน์ นั่งสมาธิบนพระแท่นภายในซุ้มเรือนแก้ว มีตัวหนังสือว่า กรมหลวงชินวรสิริวัฒน์ สมเด็จพระสังฆราชเจ้า อีกด้านเป็นพระแก้วมรกตประทับบนพระแท่นภายในซุ้มเรือนแก้ว มีคำว่า พระมหามณีรัตนปฏิมากร แก้วมรกต ที่ฐานของพระแท่นมีคำว่าครั้งที่ ๔ ๑๖ ธ.ค. ๒๔๘๑ 

โดยพิมพ์หนานั้นได้มีการเจาะที่ใต้ฐานเพื่อบรรจุกริ่ง แล้วอุดด้วยทองแดง และมีการตอกโค้ดตัวอักษรทับอยู่ ซึ่งตัวอักษรแต่ละองค์อาจจะไม่เหมือนกัน เท่าที่พบมีตัวอักษร ค, พ, ป, ร, ล, ศ เป็นต้น ไม่มีหลักฐานปรากฏว่ามีความหมายว่าอะไร แต่นักสะสมรุ่นเก่าๆ เชื่อว่า เป็นอักษรย่อจากชื่อพระเกจิอาจารย์ที่ร่วมพิธีปลุกเสก เช่น ค. หมายถึง หลวงพ่อคง วัดบางกะพ้อม พ. หมายถึง หลวงพ่อพุ่ม วัดบางโคล่ ป. หมายถึงหลวงพ่อเปลี่ยน วัดใต้ ร. หมายถึงหลวงพ่อรุ่ง วัดท่ากระบือ ล. หมายถึงหลวงพ่อเลียบ วัดเลา ศ. หมายถึงหลวงพ่อโศก วัดปากคลองตลาดบางครก เป็นต้น ซึ่งเรื่องนี้ก็ยังไม่พบหลักฐานบันทึกไว้แต่อย่างไร เป็นเพียงแค่การสันนิษฐานเท่านั้น พิมพ์หนานั้นมีการสร้างจำนวนการสร้างที่น้อยกว่าพิมพ์บางมาก อาจเป็นเพราะพิมพ์หนาเป็นเหรียญที่สร้างขึ้นเพื่อแจกกรรมการก็อาจเป็นได้

ส่วนเหรียญพิมพ์บาง จะไม่มีการบรรจุกริ่ง จำนวนการสร้างมากกว่าหลายเท่าตัว เท่าที่พบมีอยู่ 5 พิมพ์ และมีพระคะแนนที่เป็นพระเกศทองคำ คือพระเกศเซาะออกแล้วเอาทองคำอัดลงไปเป็นพระเกศแทนด้วย

ประวัติการสร้าง

การสร้างครั้งที่ ๔ สร้างในวันที่ ๑๖ - ๑๗ ธันวาคม พ.ศ. ๒๔๘๑ (พิธีจุดเทียนชัย ฯลฯ และเททอง) และวันที่ ๒๕ - ๒๖ มีนาคม พ.ศ. ๒๔๘๑ (พิธีปลุกเสกและฉลองสมโภช) ท่านเจ้าคุณศรีฯ ได้บรรยายถึงการประกอบพิธีการสร้างครั้งนี้ไว้ในหนังสือ แถลงเรื่องฯ ว่า ประกอบพิธีตอนที่ ๑ (คือการหล่อ) เมื่องานได้ลงรูปและดำเนินมาตามลำดับดังกล่าวแล้ว ต่อจากนั้นก็ย่างเข้าขั้นประกอบพิธีหล่อพระรูปและแหวนต่อไป และพิธีหลอมหล่อนี้นับว่าเป็นตอนสำคัญยิ่งของการสร้างพระรูป เพราะถือกันตามความนิยมว่า ถ้างานตอนนี้สำเร็จไปด้วยดี ผลที่มุ่งก็ดีตลอดไป แต่ถ้าหากไม่เรียบร้อย คือมีการติดขัดเกิดขึ้นจนงานล่วงลุไปตามฤกษ์ยามมิได้ หรือเทียนชัยสำแดงอาเพศให้ประจักษ์เช่นแตกหรือดับเสียก่อนเสร็จงานเป็นต้น ก็เป็นการร้ายอย่างยิ่งทีเดียว ซึ่งมีปรากฏเป็นตัวอย่างมาแล้วมาก ฉะนั้นในการนี้ ก็จำเป็นต้องหาความรู้จากผู้ที่รู้แบบแผนและคุ้นเคยกับงานชนิดนี้มาเสียก่อน ว่าจะต้องจัดต้องทำอะไรบ้าง ทั้งต้องให้ตรวจหาฤกษ์ยามทำให้เหมาะตรงกับเวลาคือองศาจรของดวงจันทร์ดวง อาทิตย์ด้วย จึงจะอำนวยผลดีตามคตินิยม เพราะฉะนั้นในการนี้ทั้งหมดข้าพเจ้าจึงได้ไปขอความแนะนำจากท่านเจ้าคุณพระ ธรรมเจดีย์ เจ้าอาวาสวัดสระเกศ (ต่อมาคือ สังฆราช (อยู่) วัดสระเกศ) และขอให้ตรวจหาฤกษ์ยามที่จะประกอบพิธีการให้เสร็จสิ้นทุกประการ ทุกครั้งทุกคราวที่ได้กระทำมาแล้วกระทั่งครั้งนี้ด้วย การจึงลุล่วงไปด้วยดี เพียบพร้อมเต็มตามพิธีทุกประการ นับว่าเป็นพระคุณอย่างยิ่งหาที่สุดมิได้ ฉะนั้นเมื่อถึงวันที่ ๑๖ ธันวาคม ๒๔๘๑ เวลา ๑๖ นาฬิกา ๔๒ นาที ได้ปฐมฤกษ์จุดเทียนชัย สมเด็จพระสังฆราช ผู้ทรงเป็นพระมหาเถระผู้ใหญ่ในงาน จึงทรงจุดเทียนชัย โดยมีพระมหาเถราจารย์ ๑๒ รูปเจริญพระพุทธมนตร์ ดังปรากฏตามรายพระนาม, นาม ดังต่อไปนี้
๑. สมเด็จพระสังฆราช วัดสุทัศน์
๒. สมเด็จพระวชิรญาณวงศ์ วัดบวรนิเวศ
๓. สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ วัดเทพศิรินทร์
๔. สมเด็จพระพุฒาจารย์ วัดพระเชตุพน
๕. พระศาสนโศภณ วัดมกุฎกษัตริยาราม
๖. พระพรหมมุนี วัดบรมนิวาส
๗. พระพิมลธรรม วัดมหาธาตุ
๘. พระธรรมวโรดม วัดราชาธิวาส
๙. พระอุบาลีคุณูปมาจารย์ วัดอรุณ
๑๐. พระธรรมเจดีย์(ต่อมาคือสังฆราช อยู่) วัดสระเกศ
๑๑. พระธรรมปิฎก วัดพระเชตุพน
๑๒. พระธรรมโกษาจารย์ วัดเบญจมบพิตร
เมื่อสวดจบแล้ว พระอาจารย์ ๑๖ รูปคือ
๑. พระธรรมทานาจารย์ วัดระฆัง ธนบุรี
๒. พระพุทธวิหารโสภณ วัดวงฆ้อง อยุธยา
๓. พระครูวิสุทธิศีลาจารย์(ลพ.พริ้ง) วัดบางปะกอก ธนบุรี
๔. พระครูสิทธิสารคุณ(ลพ.จาด) วัดบางกะเบา ปราจีนบุรี
๕. พระครูกรุณาวิหารี(พระอาจารย์เผือก) วัดกิ่งแก้ว สมุทรปราการ
๖. พระครูนันทธีราจารย์(พระอาจารย์เหลือ) วัดสาวชะโงก ฉะเชิงเทรา
๗. พระอุปัชฌาย์คล้าย วัดศาลามูล นครปฐม
๘. พระพระอุปัชฌาย์อี๋ วัดสัตตหีบ ชลบุรี
๙. พระอุปัชฌาย์รุ่ง วัดท่ากระบือ สมุทรสาคร
๑๐. พระอุปัชฌาย์เรื่อง วัดใหม่พิณสุวรรณ [สุพรรณบุรี]
๑๑. พระปลัดมา วัดราชบูรณะ พระนคร
๑๒. พระอาจารย์บุญชู วัดโปรดเกษ สมุทรปราการ
๑๓. พระอาจารย์แม้น วัดมักกะสัน พระนคร
๑๔. พระอาจารย์แฉ่ง วัดบางพัง นนทบุรี
๑๕. พระอาจารย์จง วัดหน้าต่าง[นอก] อยุธยา
๑๖. พระอาจารย์นอ วัดใหม่ อยุธยา
ได้ผลัดเปลี่ยนกันคราวละ ๑ รูปขึ้นนั่งปรกบริกรรมกำกับ
และพระพิธีธรรม ๑๒ รูปคือ
๑. พระมหาแช่ม ป. ๖ น.ธ. เอก วัดสระเกศ
๒. พระมหาใจ ป. ๔ น.ธ. เอก วัดสระเกศ
๓. พระบัว น.ธ. โท วัดสระเกศ
๔. พระหนู น.ธ. โท วัดสระเกศ
๕. พระพระครูศัพทสุนทร(แช่ม) วัดพระเชตุพน
๖. พระครูอมรโฆษิต(เมี้ยน) วัดพระเชตุพน
๗. พระครูวิจิตรสังฆการ(แพว) วัดพระเชตุพน
๘. พระมหาสำรวย ป. ๓ วัดพระเชตุพน
๙. พระมหาเพิ่ม ป. ๖ วัดสุทัศน์
๑๐. พระครูพรหมศร(วัน) วัดสุทัศน์
๑๑. พระครูอมรศัพท์(แม้น) วัดสุทัศน์
๑๒. พระสมุห์หนู วัดสุทัศน์
ผลัดเปลี่ยนกันคราวละ ๔ รูปขึ้นสวดภาณวาร, [สวด]พุทธาภิเศกตามเยี่ยงอย่างราชพิธี และ มีอุบาสกผลัดเปลี่ยนกันนั่งชักลูกประคำบริกรรมพระพุทธคุณเรื่อยไปจนเสร็จ พิธี รุ่งขึ้นวันที่ ๑๗ ธันวาคม ได้เวลา ๙ นาฬิกา ๒๖ นาทีอันเป็นปฐมฤกษ์เททอง โหรลั่นฆ้องชัย พระมหาเถราจารย์เจ้าพร้อมด้วยพระพิธีธรรมสวดชัยมงคลคาถา เจ้าภาพเริ่มเททองหล่อพระรูปและแหวนพอสังเขป แล้วปล่อยให้ช่างเทต่อไปจนครบถ้วนตามจำนวนที่ต้องการ เสร็จแล้วถวายอาหารเพล ครั้นฉันเพลเสร็จแล้ว สมเด็จพระวชิรญาณวงศ์ดับเทียนชัย เป็นเสร็จงานตอนที่ ๑ เพียงเท่านี้ ต่อจากนี้ช่างได้นำไปตกแต่งให้เรียบร้อยงดงามทั้งหมดเสียก่อน จึงจะหาฤกษ์งามยามดีประกอบพิธีตอนที่ ๒ ตอนที่ ๓ คือปลุกเสกและฉลองอีกครั้งหนึ่ง จึงจะนับว่าเสร็จพิธีโดยสมบูรณ์ แล้วแจกจ่ายสมนาคุณแก่ผู้ที่ส่งทุนบำรุงนำไปสักการบูชาตามประสงค์ ประกอบพิธีตอนที่ ๒ (คือปลุกเสก) เมื่อพิธีได้ทำสำเร็จแล้วตามประสงค์ จึงได้หาฤกษ์ประกอบพิธีปลุกเสก ปรากฏว่าฤกษ์ยามไปร่วมสบเหมาะกับวันที่ ๒๕ มีนาคม พ.ศ. ๒๔๘๑ ตรงกับวันเสาร์ ขึ้น ๕ ค่ำ เดือน ๕ เวลาย่ำค่ำล่วงแล้ว ๔ นาที เป็นปฐม ฤกษ์ทำการปลุกเสก นับเป็นอดิเรกอุดมฤกษ์หาที่เปรียบมิได้ เพราะเสาร์ ๕ ข้างขึ้นน้อยครั้งที่จะพบ จึงอาราธนาพระมหาเถราจารย์เจ้ากับพระอาจารย์ทั้งหลายบรรดาที่ได้กรุณาลงแผ่น ทองเข้ามาประกอบพิธีหลอมหล่อพระรูปและแหวนนั้นทุกรูปมาประกอบพิธีปลุกเสกอีก ครั้ง หนึ่งแต่ก็เป็นที่น่าเสียใจเป็นที่สุดที่พระอาจารย์บางรูปทนความชราพยาธิไม่ไหว เช่น พระครูพรหมเวชวุฒิคุณ วัดชัยมงคล สงขลาและครูบาพระศรีวิชัย วัดจามเทวี ลำพูน เป็นต้น ได้มรณภาพไปเสียแล้ว และบางรูปก็ชราภาพจนไม่สามารถจะไปจากกุฏิได้ เช่น
๑. พระมหา เมธังกร วัดน้ำคือ แพร่
๒. พระครูวิจิตรธรรมานุวัติ วัดบ้านค่าย ระยอง
๓. พระครูธรรมาภินันท์ วัดหลุมดิน ราชบุรี
๔. พระอาจารย์แช่ม วัดปากคลองบางสาลี สุพรรณบุรี
๕. พระอาจารย์คำ วัดบางไผ่นาด นครปฐม
๖. พระอาจารย์ปลื้ม วัด[ปากคลอง]มะขามเฒ่า ชัยนาท
๗. หลวงพ่อกบ วัดเขากบทวาศรี นครสวรรค์
๘. พระอาจารย์กรอง วัดเทพจันทร์ อยุธยา เป็นต้น

ก็ไม่สามารถจะมาร่วมพิธีปลุกเสกได้ ข้าพเจ้าจึงได้พยายามเสาะหาพระอาจารย์และอาราธนามาซ่อมที่ขาดเพื่อให้เต็ม ตามจำนวนเดิม แต่ก็ไม่สมประสงค์ เพราะกระชั้นกับวันที่ประกอบพิธีปลุกเสกเสียแล้ว จึงไม่มีเวลาพอที่จะอาราธนาให้ครบได้ แต่ก็ได้เพิ่มเติมมาบ้างคือ
๑. พระครูวิบูลวชิรธรรม(สว่าง) วัดท่างิ้ว อำเภอบรรพต นครสวรรค์
๒. พระครูการาม วัดหน้าพระลาน นครศรีธรรมราช
๓. พระอธิการอ้วน วัดสามทอง สุพรรณบุรี
๔. พระอาจารย์เส่ง วัดประสาท อยุธยา
๕. หลวงพ่อเสือ วัดสามกอ ฉะเชิงเทรา
๖. พระครูวิมลญาณสุนทร วัดมหาเจดีย์ ฉะเชิงเทรา

เพราะฉะนั้น ณ วันที่ ๒๕ มีนาคม พ.ศ. ๒๔๘๑ เวลาย่ำค่ำล่วงแล้ว ๔ นาที เป็นปฐมฤกษ์ปลุกเสก พระมหาเถราจารย์เจ้าและพระอาจารย์ได้มาประกอบพิธีนี้ทั้งหมดรวม ๑๐๕ รูปเข้านั่งประจำที่ผินหน้าสู่ทิศอุดร เบื้อง หน้ามีบาตรซึ่งบรรจุพระรูป, เหรียญ และแหวนจัดตั้งไว้พร้อมสรรพ เริ่มพิธีบริกรรมเพ่งพระรูป, แหวน และเหรียญเพื่อประสาทความศักดิ์สิทธิ์ในสิ่งที่ปรารถนาต่อไป จนเป็นที่พอใจแล้วจึงหยุด นับเป็นเสร็จพิธีปลุกเสกเพียงเท่านี้ ประกอบพิธีตอนที่ ๓ (ฉลองและสมโภช) เมื่อเสร็จจากการปลุกเสกแล้ว มหรสพเริ่มแสดงให้เป็นการครึกครื้นพอสมควรแก่เวลา รุ่งเช้าวันที่ ๒๖ มีนาคม เวลา ๑๐ นาฬิกา อาราธนาพระมหาเถราจารย์ ๑๒ รูปในชุดเดิมเจริญพระพุทธมนตร์ฉลอง แล้วถวายอาหารบิณฑบาตพร้อมด้วยพระอาจารย์ทั้งหมดเสร็จแล้ว โหรเบิกแว่นเวียนเทียนสมโภชพระรูป, เหรียญ, แหวน พระสงฆ์สวดชัยมงคลคาถา เมื่อเวียนเทียนครบ ๓ รอบแล้ว จึงได้อาราธนาพระเถระผู้ใหญ่เจิมพระรูป, เหรียญ, แหวนทั่วทุกบาตรและโหรเจิมซ้ำเสร็จแล้ว นับว่าเสร็จพิธีปลุกเสกและสมโภชฉลองแต่เพียงเท่านี้ โลหะที่ใช้ในการสร้างครั้งนี้ท่านเจ้าคุณศรีฯ ได้กล่าวไว้ในหนังสือ แถลงเรื่องฯ ว่า โลหะที่ประกอบในพิธีกรรมครั้งนี้ก็ต่อเนื่องมาจากการสร้างครั้งที่ ๑ ซึ่งมีโลหะเหลือเบ้าจากพิธีหล่อพระชัยของวัดต่าง ๆ และเศษทองพระชัยของหลวง และแร่ธาตุพิเศษที่ประกอบขึ้นด้วยการแปรธาตุของผู้ชำนาญมีแร่อันนิยมว่ามี คุณภาพวิเศษประมวลอยู่พร้อม ทั้งยังได้ร่วมกับ[แผ่น]ทองแดงซึ่งพระอาจารย์กว่า ๑๐๘ รูปลงอักขระและปลุกเสกจนสุดความสามารถแล้ว นำมารวมประกอบพิธีหล่อครั้งที่ ๔ นี้






วันอังคารที่ 25 กรกฎาคม พ.ศ. 2566

 

พระหัวใจกำแพงเดี่ยว กรุเตาทุเรียง เนื้อดินเผา จ.สุโขทัย

                      จังหวัดสุโขทัย  ในอดีตเป็นที่ตั้งอาณาจักรแรกของชนชาติไทยเมื่อ 700 กว่าปีที่แล้ว  คำว่า "สุโขทัย" มาจาก   สองคำ คือ "สุข+อุทัย" หมายความว่า  "รุ่งอรุณแห่งความสุข"  รอยอดีตแห่งความรุ่งเรืองเห็นได้จากอุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัยและศรีสัชนาลัย ซึ่งเป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางของชาวไทยและชาวต่างประเทศ     สุโขทัย (เดิมเขียนว่า “ศุโขไทย”เป็นจังหวัดหนึ่งในภาคกลางของประเทศไทย มีอาณาเขตติดต่อกับ จังหวัดแพร่ อุตรดิตถ์ พิษณุโลก กำแพงเพชร ตาก และลำปาง คำขวัญของ จ.สุโขทัย  คือ  มรดกโลกล้ำเลิศ กำเนิดลายสือไทย  เล่นไฟลอยกระทง  ดำรงพุทธศาสนา   งามตาผ้าตีนจก   สังคโลกทองโบราณ   สักการแม่ย่าพ่อขุน รุ่งอรุณแห่งความสุข

             ในวงการพระเครื่อง เมืองสุโขทัย  นับว่าเป็นแหล่งกำเนิดของพระยอดนิยมมากมาย ที่โด่งดังสุด  คือ  พระร่วงยืนประทานพร หลังรางปืน เนื้อสนิมแดง  ในส่วนของ  พระลีลา ได้ชื่อว่ามีพุทธศิลป์ที่อ่อนช้อย งดงามที่สุดในบรรดาพระลีลาด้วยกัน พุทธศิลป์ ของพระเมืองสุโขทัย ส่วนใหญ่มีความงดงามมาก  เนื่องจากเป็นยุคที่บ้านเมืองอยู่ในช่วงที่มีความเจริญรุ่งเรืองสุดในทุกด้าน  ในน้ำมีปลา ในนามีข้าว ไพร่ฟ้าประชาชนมีความสุขสมบูรณ์กันถ้วนหน้า มีพระเครื่องกรุหนึ่งของเมืองสุโขทัย ที่นิยมกันมาก คือ  พระเครื่องกรุเตาทุเรียง

                   เตาทุเรียง  หรือ  เตาสังคโลก  เป็นเตาเผาถ้วยชามสังคโลก สมัยสุโขทัย ช่วงพุทธศตวรรษที่ 18  ถึงต้นพุทธศตวรรษที่ 22   เตาทุเรียงที่สำรวจพบมีอยู่  3 บริเวณด้วยกัน คือ  เตาทุเรียงบริเวณเมืองเก่าสุโขทัยเตาทุเรียงป่ายาง และ เตาทุเรียงเกาะน้อย อำเภอศรีสัชนาลัย  

                  ลักษณะของเตาเผาแบบอิฐ  มีรูปแบบคล้ายกับประทุนเกวียน  แบ่งออกเป็น  3  ส่วน ได้แก่ ที่จุดเชื้อเพลิง  ที่วางถ้วยชาม  และปล่องไฟระบายความร้อน  คาดว่าสร้างขึ้นราวพุทธศตวรรษที่ 18  นับเป็นภูมิปัญญาของชาวบ้านในสมัยนั้นอย่างแท้จริง

           นอกจากการเผาภาชนะ ถ้วยชาม ที่มีชื่อเสียงโด่งดังแล้ว   ในบางครั้งก็ยังใช้เป็นเตาเผา พระเครื่อง อีกด้วยด้วย  ดังที่ได้มีขุดพบพระเครื่องพิมพ์ต่างๆ ในบริเวณเตาทุเรียงหลายแห่ง ซึ่งล้วนเป็นพระเนื้อดินเผา อาทิ พระร่วงยืนเปิดโลกพระร่วงยืนประทานพรพระยอดขุนพลพระลือโขงพระซุ้มยอพระนางพญาเสน่ห์จันทน์พระซุ้มกระรอกกระแตพระหัวใจกำแพง ฯลฯ  พุทธคุณของพระหัวใจกําแพง คือ มหาโชค มหาชัย อํานวยโชคลาภ เสริมบารมี ป้องกันคุณใสย์มนต์ดํา แลเป็นมหานิยม ดีนักแล ฯลฯ ...





วันอังคารที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2566

 พระตะไกรแตกกรุจากวัดตะไกร จังหวัดอยุธยาในปี พ.ศ. 2465

พระตะไกรแตกกรุจากวัดตะไกร จังหวัดอยุธยาในปี พ.ศ. 2465 ในการแตกกรุครั้งนั้นจะถือเป็น พระกรุเก่า ต่อมามีการแตกกรุออกมาอีกในภายหลังจะเรียกว่า พระกรุใหม่

พิมพ์ พระวัดตะไกรนั้น แตกออกมา 3 พิมพ์ ได้แก่ พิมพ์หน้าครุฑ พิมพ์หน้ามงคล และ พิมพ์หน้าฤาษี

พระองค์นี้เป็นพิมพ์หน้ามงคล พระพิมพ์หน้ามงคลนอกจากจะพบเนื้อดินแล้วยังมีการพบพระเนื้อชินอีกด้วย แต่พบในจำนวนน้อยกว่า และพิมพ์นี้มักเป็นพิมพ์ที่มีการลงรักเก่ามาจากกรุมากกว่าพิมพ์อื่นๆ

พระวัดตะไกร ของกรุวัดตะไกรนั้น มักมีเอกลักษณ์คือ ที่ใต้ฐานพระจะมีรู สันณิฐานว่าเป็นรอยเสียบหญ้าคาเพื่องัดเอาองค์พระออกจากพิมพ์ และที่สำคัญจะไม่เห็นหน้าตาขององค์พระ หากหูตากระพริบแล้วละก้อออกจากกรุอื่นครับ

รักเก่าที่มาจากกรุเลยนั้น ของแท้มักเห็นฝ้ากรุอยู่บนคราบรักเสมอ รักเก่ามีการปริเผยอแยกออกในบางจุด แสดงให้เห็นว่าเก่าจริง เนื่องจากอยู่ในกรุมานานนับร้อยๆปี

ทองเดิม ซึ่งเป็นทองคำเปลว จะมีลักษณะปิดทับลงบนรักอีกที ซึ่งจะมีความแห้งเก่า และ ซีดมากทีเดียว ถือว่าเป็นลักษณะทองที่เราพบในการปิดลงกรุทั่วๆไป

พุทธคุณนั้น เด่นดังไปทางด้านป้องกัน เขี้ยว เล็บ งา จากสัตว์ร้ายๆนาๆชนิด





วันพุธที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2559

พระสรรค์นั่ง ไหล่ยก สุดยอดพระคงกระพันแห่งเมืองชัยนาท

พระสรรค์นั่ง ไหล่ยก สุดยอดพระคงกระพันแห่งเมืองชัยนาท

หากจะกล่าวถึงพระเครื่องเนื้อดินในพื้นที่ภาคกลาง ที่มีพุทธคุณด้านคงกระพัน เป็นที่ร่ำลือกันมา ตั้งแต่ครั้งโบราณ นอกจากหลวงพ่อโตกรุบางกระทิง พระกรุวัดตะไกร พระกริ่งคลองตะเคียน แห่งเมืองกรุงเก่า พระขุนแผนเมืองสุพรรณ พระอีกกรุที่มิอาจมองข้ามคือ พระกรุเมืองสรรค์ ซึ่งเป็นที่เชื่อถือในพุทธคุณมานานปีเฉกเช่นกันเหตุใดจึงเป็นเช่น นั้น?อาจกล่าวได้ ว่าพระกรุที่กล่าวมาข้างต้นทั้งหมดนั้นผู้สร้างมีเจตนาเพื่ออาราธนาปกป้อง คุ้มครองจากภัยสงครามที่เกิดขึ้นอยู่เสมอในครั้งกระโน้น แม้กระทั่งขุนสรรค์ที่เป็นหนึ่งในกลุ่มวีรชนชาวบ้านบางระจัน เป็นหัวหน้าที่นำสมัครพรรคพวกชาวบ้านเมืองสรรค์ มาร่วมสู้รบพม่าที่ค่ายบางระจัน ก็เชื่อว่าน่าที่จะนำเอาพระพิมพ์กรุเมืองสรรค์ อาราธนาติดกายมาด้วย เนื่องจากมีเคยมีผู้พบพระพิมพ์ดังกล่าวในเขต พื้นที่รอยต่อทั้งที่สิงห์บุรีและชัยนาท พระกรุเมืองสรรค์จึงมักเป็นพระยอดนิยมอันดับต้น ๆ ที่นักสะสมทั้งหลายต่างแสวงหาเพื่อคุ้มครองตน

เมือง สรรค์บุรี ในปัจจุบันคืออำเภอสรรค์บุรี ตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำน้อย ซึ่งแยกจากแม่น้ำเจ้าพระยา ตอนเหนือของวัดพระบรมธาตุ จังหวัดชัยนาท นับว่าเป็นเมืองใหญ่ที่มีความสำคัญและ มีประวัติความเป็นมายาวนาน ในฐานะเป็นเมืองลูกหลวง และเมืองหน้าด่านที่สำคัญ มานานกว่า 700 ปี

"พระ กรุเมืองสรรค์" จัดว่าพระชั้นนำของชัยนาท อาจเป็นด้วยพุทธลักษณะขององค์พระที่แลดูสง่างาม อีกทั้งพุทธคุณปรากฏเป็นเลิศทั้งในด้านอยู่ยงคงกระพัน

พระกรุเมือง สรรค์ พบมากที่กรุวัดมหาธาตุ วัดท้ายย่าน วัดขนุน และตามพระเจดีย์ พระปรางค์ต่างๆ ในบริเวณเมืองสรรคบุรีเก่า มีทั้งพิมพ์ยืน พิมพ์นั่ง ขนาดใหญ่ ขนาดเล็ก และมีหลายเนื้อปะปนกันมากมาย ทั้งเนื้อชิน เนื้อดิน พุทธลักษณะของพระพิมพ์เมืองสรรค์ จะเห็นได้ชัดว่าเป็นศิลปะอยุธยาตอนต้นคาบเกี่ยวกับอู่ทอง หากเปรียบเทียบจากพระบูชาสมัยอู่ทอง พุทธลักษณะที่เด่นชัดคือพระพักตร์ที่เคร่งขรึมรูปวงรี เป็นผลมะตูม พระวรกายเพรียวชะลูด พระพิมพ์นั่งทุกพิมพ์ก็คือพระอู่ทองย่อส่วนนั่นเอง

"พระ กรุเมืองสรรค์ พิมพ์นั่ง เนื้อดิน" เป็นพระเนื้อดินเผาที่มีส่วนผสมของว่าน จึงทำให้ดูหนึกนุ่ม แต่ไม่ใช่ "ว่านดอกมะขาม" จะเป็นลักษณะของ "แร่กรวด" เป็นเม็ดเล็กๆ ในเนื้อองค์พระเท่านั้น มีทั้งเนื้อหยาบและเนื้อละเอียด สีสันขององค์พระก็มีลักษณะเหมือนพระเนื้อดินเผาทั่วๆ ไป คือ มีสีแดง เหลือง เขียว และสีมอย ทั้งอ่อนและแก่ตามความร้อนที่ได้รับมากน้อยเช่นเดียวกัน

พระ สรรค์นั่ง พิมพ์นิยมไหล่ยก พุทธลักษณะเป็นนั่งมารวิชัยพระพักตร์รูปกลมรี พระหนุเสี้ยม มีพระกรรณปรากฏให้เห็น พระอุระผาย หากแต่พระอุทร มีลักษณะที่เรียกสามัญว่าท้องป่อง ยกไหล่ซ้ายขึ้นสูงกว่าไหล่ขวา ไม่ปรากฏสังฆาฏิ และอีกสิ่งที่มีลักษณะสะดุดตาก็คือที่พระเกศมาลามีเส้นตัดขวางคล้ายกากะบาด เป็นเอกลักษณ์เฉพาะพิมพ์ ส่วนขอบข้าง และส่วนฐานมีหลายรูปแบบ ทั้งข้างเม็ด ข้างขีด ฐานขีด ฐานบัว เป็นต้น พระพิมพ์น้สามารถแยกพิมพ์ใหญ่และพิมพ์เล็กได้ด้วยขนาดขององค์พระ มีพบทั้งเนื้อดินเผาและเนื้อชิน เนื้อดินเผามีพบเห็นจำนวนมากกว่า มีทั้งเนื้อละเอียดและเนื้อหยาบ มีหลายเกรนสีตั้งแต่เหลืองอ่อนไปจนถึงสีเข้ม ที่เป็นสีดำก็มีบ้างแต่พบน้อยมาก พระพิมพ์นี้ขุดพบเป็นจำนวนมากที่วัดท้ายย่าน วัดพระนอน และวัดขนุน ที่ตำบลเที่ยงแท้ อำเภอสรรค์บุรี ซึ่งพระจากทั้งสามวัดนี้ แต่เดิมเรียกกันว่าเป็นพระกรุเก่า เนื่องจากแตกขึ้นจากกรุก่อนวัดอื่น ๆ นั่นเอง

จุดสังเกตสำคัญอีก 2 ประการที่นับเป็นเอกลักษณ์ที่สำคัญในการพิจารณาพระกรุเมืองสรรค์ พิมพ์นั่ง เนื้อดิน ก็คือ หนึ่ง..."คราบกรุ" ซึ่งจะเกาะติดแน่นเป็นนวลหนาในเนื้อและพื้นผิวขององค์พระอยู่โดยทั่วๆ ไป ไม่สามารถล้างออกได้หมด และสอง...ผิวขององค์พระจะมีลักษณะสูงๆ ต่ำๆ เป็น "พลิ้วคลื่น" เนื่องมาจากความแห้งของเนื้อและมวลสารที่มีส่วนประกอบของดินและว่านต่างๆ เมื่อผ่านกาลเวลานับเป็นร้อยปี องค์ประกอบแต่ละชนิดก็จะมีสภาพการหดตัวและการสลายตัวที่แตกต่างกัน ทำให้พื้นผิวขององค์พระกลายเป็นคลื่นสูงๆ ต่ำๆ ไม่ตึงและสม่ำเสมอเหมือนของใหม่




พระผงพิมพ์ระฆัง ( ที่ระลึกครบ 5 รอบ ) รุ่นแรก ปี2515 หลวงพ่อเกษม เขมโก

พระผงทรงระฆัง เสาร์ห้า ปี2515 หรือพระผง 5 รอบ หลวงพ่อเกษม เขมโก
  
 ถือว่าเป็นวัตถุมงคลชุดแรกที่จัดสร้าง ณ สุสานไตรลักษณ์ จัดสร้างในงานบุญครบ 5 รอบ ของหลวงพ่อเกษม เขมโก เมื่อวันที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2515 จำนวนจัดสร้างจำนวน 6,500 องค์ ใช้เวลาเตรียมการกันยาวนานมาก

โดย คณะกรรมการรวบรวมมวลสารสุดยอดต่างๆ 9 สิ่งด้วยกัน ซึ่ง 9 สิ่งนี้เองเป็นพลังบันดาลให้พระผงทรงระฆังนี้ มีพุทธานุภาพสูงส่ง ประกอบด้วย

1 เส้นเกศาของหลวงพ่อเกษม เกศานั้นถือว่าเป็นของที่สูงที่สุดในร่างกายมนุษย์เรา โดยเฉพาะเกศาของหลวงพ่อเกษมด้วยแล้ว น้อยคนนักที่จะได้มาบูชา

2 จีวร หลวงพ่อเกษมท่านจะอาบน้ำน้อยครั้งมาก ดังนั้นน้ำเหงื่อไคลซึ่งจะเกิดเฉพาะตอนท่านเข้ากรรมฐานจึงหมักแน่นอยู่ในจีวรมาก

3 ก้านธูปที่หลวงพ่อเกษม ใช้บูชาอธิษฐานจิตก่อนนอนและปักที่กระถางธูป ซึ่งเป็นก้านธูปที่ท่านเพ่งกระแสจิตและสวดภาวนาทุกวี่วัน ได้ผนึกประสานรวมกันบังเกิดเป็นพลังสามารถคุ้มกันภยันตรายต่างๆได้

4 ดอกไม้บูชาพระ เป็นสิ่งที่แสดงถึงคุณงามความดี กลิ่นดอกไม้นำความชื่นใจ และการบูชาดอกไม้ทำให้จิตใจโปร่งใส
เกิดความสบายใจ และอารมณ์อันเป็นต้นกำเนิดแห่งจินตนาการของงานสร้างสรรค์ทุกแขนง

5 น้ำผึ้ง ความหวานบริสุทธิ์ตามธรรมชาติ มีความสำคัญทั้งในทางด้านเป็นยาและบำรุงสุขภาพให้แข็งแรง บำบัดโรคภัยไข้เจ็บสารพัด

6 น้ำมันตั้งอิ๊ว ช่วยให้เนื้อพระประสานกันไม่แตกง่าย มีความหมายเหมือนความสามัคคีธรรมที่ช่วยให้เรายึดมั่นสามัคคี มีไมตรีต่อกัน

7 ปูนซีเมนต์ขาว ทำให้เนื้อพระแข็งแกร่งและคงทน มีความหมายโดยนัยเพื่อเสริมความแข็งแกร่งให้กับร่างกาย

8 แก้วโป่งข่าม เป็นแก้วที่มีอิทธิปาฎิหารย์ในตัวเอง เป็นแก้วที่ทำให้เกิดความร่มเย็นเป็นสุข อยู่ยงคงกะพัน

9 กล้วยน้ำว้า เป็นตัวประสานให้เนื้อพระเหนียวแน่นคงทน เหมือน "พระสมเด็จ" ก็มีส่วนผสมของกล้วยเหมือนกัน

เมื่อ ดูส่วนผสมทั้ง 9 อย่างนี้คงพอทราบกันแล้วว่าพระผงนี้มีบารมีคุณวิเศษมากแค่ไหน เมื่อถูกบรรจุไว้ด้วยพลังจิตอันบริสุทธิ์สูงส่งของพระอริยสงฆ์อย่างหลวงพ่อ เกษม พลานุภาพ บารมีคุณวิเศษก็ยิ่งเพิ่มเป็นเท่าทวีคูณ

พระผงห้ารอบ นี้มี 2 พิมพ์ครับ คือ พิมพ์มี "ษ" กับ "ไม่มี ษ" หลายคนคงไม่ทราบว่า แล้วดูตรงไหนล่ะ ว่ามี "ษ" หรือ "ไม่มี ษ" ให้ดูด้านหลังครับ ตรงคำว่า " สุสานไตรลักษณ์ " ถ้าพิมพ์มี "ษ" ตรงคำว่า "ลักษณ์" จะมี "ษ" ส่วนพิมพ์ "ไม่มี ษ" ตรงนี้จะเป็น " ลักณ์" ซึ่ง บล็อก ไม่มี "ษ" นี้ถือว่าเป็นบล็อกแรก ช่างแกะบล็อกแกะตกหล่นไป จึงแกะบล็อกใหม่ เพิ่ม "ษ" เข้าใปให้ถูกต้อง ถือว่าเป็นบล็อกหลัง และก็เป็นบล็อกนิยมด้วย เพราะหายาก มีน้อย แต่ไม่ว่าบล็อกไหนก็เหมือนกันแหละครับ หลวงพ่อท่านมนต์ให้เหมือนกัน การแยก นิยมหรือ ไม่นิยมนั้น เพื่อพุทธพานิชย์ มากกว่า ถ้าต้องการพุทธคุณก็อย่าไปสนใจบล็อกเลยครับ

พระ ผงรุ่นนี้ ได้รับความนิยมอย่างมาก แม้รูปแบบจะไม่ค่อยงดงามนัก แต่เรี่องพุทธคุณนั้นตรงกันข้าม มีประสบการณ์เกิดกับผู้ที่แขวนใช้บูชาอย่างมากมาย ตอนหลวงพ่อท่านมนต์ให้เสร็จแล้ว หลวงพ่อบอกกับลูกศิษย์ที่เฝ้าอยู่ว่า "ถ้าใช้ไม่ดีให้เอามาคืน" โดยตั้งราคาไว้ พระผง 20 บาท และ เหรียญ 10 บาท ช่วงแรกๆก็ไม่ค่อยมีใครสนใจเช่าบูชาเท่าไหร่ จนกระทั้งมีทหารนำไปทดลองยิงในป่าข้างป่าช้า ปรากกว่ายิงไม่ออก พอข่าวนี้แพร่กระจายออกไป ผู้คนจึงพากันแห่มาเช่าบูชาจนหมดลงอย่างรวดเร็ว

จึงอยากแนะนำให้ลูกศิษย์ หรือผู้ที่ศรัทธาในตัวของหลวงพ่อ ได้มีไว้บูชา หรือเก็บสะสม กันไว้บ้าง